ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาตัวเองเร็วกว่า 5G การมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องมี “สติ” เป็นเกราะป้องกันตัวด้วยครับ เพื่อให้คุณเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมที่มาในสารพัดรูปแบบ ผมสรุปเทคนิคการป้องกันตัวแบบเน้น ๆ มาให้แล้ว
1. สายเรียกเข้าจาก “แก๊ง Call Center”
มักมาในรูปของเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรือพนักงานขนส่ง โดยใช้จิตวิทยาทำให้เราตกใจหรือกลัว
- เทคนิค: จำไว้ว่า “หน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายโทรหาเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือให้โอนเงินตรวจสอบ” * ทางแก้: วางสายทันที แล้วเช็กเบอร์ผ่านแอปฯ เช่น Whoscall หรือโทรกลับไปยังเบอร์กลางของหน่วยงานนั้นโดยตรง
2. ลิงก์ดูดเงินผ่าน SMS และ Social Media
มาในรูปแบบของโปรโมชัน แจกคูปอง หรือแจ้งว่าบัญชีธนาคารของคุณมีปัญหา
- เทคนิค: “ห้ามกดลิงก์เด็ดขาด” แม้จะดูเหมือนส่งมาจากธนาคาร เพราะปัจจุบันธนาคารยกเลิกการส่งลิงก์ผ่าน SMS แล้ว
- ทางแก้: สังเกตชื่อผู้ส่ง (Sender) หากเป็นชื่อแปลก ๆ หรือสะกดผิด ให้ลบทิ้งทันที
3. กลโกงการลงทุน “กำไรดี การันตีรายได้”
ถ้ามีใครมาชวนลงทุนแล้วบอกว่า “ได้ผลตอบแทนสูงในเวลาอันสั้น” ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า “ปลอม”
- เทคนิค: ตรวจสอบรายชื่อบริษัทหรือแอปฯ ผ่าน SEC Check First ของ ก.ล.ต.
- ทางแก้: ท่องไว้ว่า “ของถูกและดีมีอยู่จริง แต่ของฟรีที่ได้เงินง่าย ๆ ไม่มีในโลก”
4. การซื้อของออนไลน์ “ไม่ตรงปก หรือโอนแล้วหาย”
- เทคนิค: เช็กประวัติผู้ขายในเว็บ Blacklistseller เพื่อดูว่าเคยมีประวัติโกงหรือไม่
- ทางแก้: หากเป็นไปได้ ให้เลือกชำระเงินปลายทาง หรือซื้อผ่าน Platform ที่มีระบบการันตีเงินคืนเมื่อไม่ได้รับสินค้า
กฎเหล็ก 3 ข้อ: ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน
- ไม่เชื่อ: อย่าปักใจเชื่อคนในโซเชียลหรือเสียงปลายสาย
- ไม่รีบ: มิจฉาชีพมักเร่งให้เราตัดสินใจเพื่อไม่ให้มีเวลาคิด
- ไม่โอน: เงินอยู่ในกระเป๋าเรา เราเป็นคนคุมเกม อย่าโอนจนกว่าจะมั่นใจ 100%
กิจกรรมนี้หมดเขตแล้ว
